www.thaibraintumor.com

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
ประสบการณ์ตรงเนื้องอกในสมอง

โรคใบหน้ากระตุก

     ใครเคยมีอาการใบหน้ากระตุกบ้าง  หลายคนคงคิดว่าเป็นเรี่องธรรมดา  ดูเหมือนจะไม่ร้ายแรง ใครจะรู้ว่ามันไม่ได้มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อใบหน้า   หลายคนที่กำลังมีอาการอย่างนี้  คงอยากรู้ว่ามีวิธีการรักษายังไง  มันแก้อย่างไร  แล้วต้องทำอย่างไร  ผมได้คุยกะคุณ Fon มาระยะหนึ่ง  ซึ่งเธอ มีประสบการณ์เรื่องโรค  HEMIFACIAL SPASM หรือ โรคใบหน้ากระตุกนี้โดยตรง  จนเธอตัดสินใจรักษามันด้วยการ  "ผ่าตัดสมอง"


     HEMIFACIAL SPASM หรือโรคใบหน้ากระตุก เป็นอาการกระตุกที่ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง โดยเริ่มจากบริเวณเปลือกตา แล้วลามลงมาเรื่อยๆ จนถึงมุมปาก เกิดจากหลอดเลือดแดงกดทับเส้นประสาทที่มาควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ซึ่งเป็นเส้นประสาทคู่ที่ 7 ติดกับก้านสมอง
เราเป็นโรคนี้มานานเป็นสิบปี  จากแรกเริ่มเป็นทีละน้อยก่อน จนสร้างความรำคาญ ตอนแรกคิดว่ามีปัญหาที่ตา เลยไปพบหมอตา แต่หลังจากที่ตรวจแล้ว คุณหมอแนะนำให้ไปหาหมอระบบประสาท เพราะไม่เกี่ยวกับสายตา แต่เป็นเพราะระบบประสาททำงานผิดปรกติ  เราเลยไปพบอาจารย์หมอท่านนึงที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง  คุณหมอให้ยามารับประทาน แล้วอธิบายให้ฟังว่ายาอย่างเดียวคงจะไม่ได้ผล  ถ้าจะให้ได้ผลดี ต้องฉีดสารชนิดนึงเรียกว่า botox ซึ่งจะทำให้เส้นประสาทหยุดทำงานชั่วคราว  แต่ฤทธิ์ยาจะอยู่ได้นาน 4 เดือน  ซึ่งตอนนั้นเรายังเป็นไม่มาก จึงปฎิเสธไป รับแต่ยามา

     หลังจากนั้น เราก็ลองรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การฝังเข็ม นวดกดจุด แต่ก็ไม่ได้ผล  อาการเป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตัดสินใจให้คุณหมอฉีดยาให้ หลังจากฉีดไปแล้ว ก็บรรเทาอาการได้นิดหน่อย แต่ก็ยังมีอาการกระตุกอยู่ อาจจะเบาลงเล็กน้อย  ซึ่งในกรณีของเราร่างกายอาจจะไม่ค่อยตอบสนองต่อฤทธิ์ยาเท่าไหร่  เพราะฉีดไปได้แค่สองเดือน ก็กลับมาเป็นมากขึ้นเหมือนเดิมอีก  พอเรากลับไปพบคุณหมอ คุณหมอก็ฉีดยาให้อีก ซึ่งเราก็แหม แย่ เพราะฉีดบ่อยๆ ก็กลัวว่าจะทำให้ฤทธิ์ยาตกค้าง เพราะได้ยินมาว่ายาชนิดนี้ ถ้าฉีดนานไปจะทำให้กล้ามเนื้อตายได้ แล้วอีกอย่างราคายาก็แพงมาก ไปฉีดครั้งนึงประมาณ 5000 บาท  เราจึงพยายามทิ้งช่วงห่างเท่าที่จะพอทนได้

     เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็ทนมาเรื่อยๆ เช่นกัน  อาการที่ว่าก็เป็นหนักขึ้นทุกที  ตอนหลังเริ่มมีอาการกระตุกค้าง  เหมือนเป็นตะคริวที่ใบหน้า ทำให้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก  ขับรถก็ลำบาก มีอุบัติเหตุบ่อย เดินชนของ กลางคืนก็หลับยาก กว่าจะหลับได้ เพราะมันกระตุกตลอดแม้แต่เวลาหลับ แถมยังมีเสียงในลั่นในหูด้วย  ร่วมด้วยอาการปวดบริเวณใบหน้าอีก  การเข้าสังคมก็ลำบาก เสียความมั่นใจ ทำให้เก็บตัวไม่ค่อยกล้าออกไปพบปะผู้คน

     ครั้งสุดท้ายที่เราไปฉีด ไม่รู้ว่าคุณหมอให้ยามากเกินไปรึเปล่า  ทำให้ตาเราปิด เปิดตาไม่ได้เลย  ต้องทิ้งไว้อย่างนี้จนกว่าฤทธิ์ยาจะหมดไปเอง ซึ่งก็กินเวลาประมาณ สองเดือน  คุณหมอเลยให้เราลองไปทำเอ็กซเรย์ MRI ดู ก็พบว่าเส้นเลือดกดทับเส้นประสาทจริงๆ  คุณหมอเลยแนะนำให้เราไปผ่าแยกออก กับอาจารย์นายแพทย์ ศรัณย์ นันทอารี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมสมอง

     เราเลยไปขอนัดพบคุณหมอศรัณย์ที่โรงพยาบาลแห่งนั้นแหละ คุณหมอศรัณย์ดูฟิล์มแล้วบอกว่าเคสของเราเป็นเคสยาก เพราะเส้นเลือดที่กดทับเส้นประสาท เป็นเส้นใหญ่ คิดว่าผ่าแยกไม่ได้ แต่จะใช้วิธีเดรนเส้นเลือดแทน ประมาณว่าเปลี่ยนทางไหลของเลือด แล้วใช้วัสดุพิเศษบางชนิดเข้าไปแทรกระหว่างเส้นเลือดกับเส้นประสาทไว้ วิธีการผ่าตัดคือต้องผ่าแบบเปิดกะโหลก  คุณหมอบอกว่าความเสี่ยงที่เคยพบคือ หูข้างนั้นอาจจะเสียไปเลยคือหูดับ เพราะอยู่ใกล้กับเส้นประสาทหู ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่บางมาก และอาจจะมีอาการอย่างอื่น ซึ่งก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในการผ่าตัด คุณหมอให้ 80 เปอร์เซ็นต์  คุณหมอถามว่าจะนัดวันผ่าเลยไหม  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราเอง เพราะเคสแบบเรานี่ จะผ่าก็ได้ ไม่ผ่าก็ไม่ตาย  ซึ่งอันนี้แหละ เป็นการตัดสินใจที่ยากยิ่งที่สุดในชีวิตก็ว่าได้  วันนั้นเราตัดสินใจไม่ได้ เลยลาคุณหมอแล้วขอกลับไปคิดดูอีกที

     หลังจากนั้นเราก็เลยกลับมาตั้งหลักก่อน ทิ้งช่วงห่างเกือบห้าเดือน ว่าจะเอายังไงดี จะผ่าหรือไม่ผ่าดี  พอตอนไหนที่อาการกำเริบหนัก ก็คิดอยากจะไปผ่าซะวันนั้นเลย  แต่พอวันไหนอาการเบาหน่อยก็แบบว่า เออ เอาไว้ก่อนแล้วกัน  แต่ในที่สุดก็เริ่มทนไม่ไหว  เลยซมซานกลับไปหาคุณหมออีกครั้ง

     วันนั้นลืมเอาฟิล์มไปด้วย  เลยโทรให้ที่บ้านเอามาให้ แต่คุณหมอบอกว่าไม่ต้อง เพราะว่าจำได้ (โอ้โฮ ความจำเป็นเลิศ ขนาดดูไปเกือบห้าเดือนแล้ว) เราก็เริ่มถามคุณหมอ หลายคำถามที่บรรจงจดใส่กระดาษมาเป็นอย่างดี  คุณหมอก็ใจเย็นตอบทีละข้อ  ในที่สุดเราก็เริ่มถามวนกลับมาที่เดิม  คุณหมอเลยบอกว่า คุณถามวนไปวนมา ตกลงจะผ่าหรือไม่ คุณมีทางเลือกแค่สองทาง คือผ่าตัด หรือกลับไปฉีดโบท็อกซ์ ไม่มีทางเลือกที่สามให้คุณเลือก

     เราก็อึ้งเล็กน้อย ก็แหมมันกลัวนี่นา ผ่าตัดสมอง  แต่สรุปวันนั้นเราตกลง "ผ่า"

 


หน้า 10 จาก 44